ศิรประภา รักธรรม – Working woman ผู้บริหารวิสัยทัศน์ไกล

“เป็นคนบุคลิกเข้มแข็ง ไม่มีใครจะได้เห็นฉันทำตัวอ่อนแออย่างแน่นอน”

ศิรประภา รักธรรม

working woman ผู้บริหารวิสัยทัศน์ไกล

บรรณาธิการนิตยสาร ไอ ดู – Wedding and Honeymoon และ

บรรณาธิการนิตยสาร ไอ ดู – Lifestyle and Family

ชีวิตในวัยเด็ก

เกิดและเติบโตในกรุงเทพฯ มีชีวิตในวัยเด็กที่สุขสบาย ไม่เคยมีคำว่าลำบาก

เติบโตขึ้นท่ามกลางครอบครัวที่อบอุ่น โดยมีคุณพ่อคุณแม่ให้การสนับสนุนในทุกๆ เรื่องไม่ว่าจะเรื่องที่เห็นด้วย หรือเรื่องที่ไม่เห็นด้วยนักแต่ถ้าเราได้ลงมือทำไปแล้ว มั่นใจได้ว่ามีคุณพ่อคุณแม่เป็นแบ็คอัพให้อย่างแน่นอน จึงเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่ทำให้เกิดความมั่นใจในตัวเอง กล้าคิด กล้าตัดสินใจ กล้าที่จะลงมือทำ กล้าที่จะยอมรับข้อผิดพลาดและแก้ไข

สมัย 40 ปีก่อนยังไม่มีเนสเซอรี่ แต่ได้เริ่มต้นการศึกษาเร็วมากในชั้นเตรียมอนุบาล ตอนมีอายุได้สองขวบครึ่งเข้าเรียนโรงเรียนอนุบาลสวนบัวที่อยู่ใกล้บ้าน ไปเรียนได้ไม่นานก็ย้ายโรงเรียนเพราะในความรู้สึกเราคือคุณครูดุจัง คุณแม่กลัวว่าจะเกลียดการไปโรงเรียนเลยให้ลาออกไปเรียนที่โรงเรียนนาฏศิลป์สัมพันธ์ อันนี้ชอบมากเพราะมีสอนรำด้วย เลยได้รู้ตัวว่าเป็นคนชอบที่จะได้เด่นอยู่บนเวที ชอบแสดงออก ชอบรำออกทีวี ชอบที่จะได้รับการยอมรับและการชื่นชม

พออายุครบสามขวบครึ่งเข้าเกณฑ์ที่สามารถเรียนอนุบาลได้ ก็ย้ายไปเข้าเรียนที่โรงเรียนราชินีบนตั้งแต่อนุบาลหนึ่งไปจนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 เลย สะดวกมากโรงเรียนไม่ไกลจากบ้าน ขับรถไปส่งประมาณ 15 นาทีเท่านั้น โรงเรียนเป็นโรงเรียนหญิงล้วนที่มีคุณครูดูแลใกล้ชิด นักเรียนในโรงเรียนจะสนิทสนมกันมาก ไม่ใช่แค่เพื่อนๆ ที่เรียนด้วยกันเท่านั้น แต่รวมไปถึงรุ่นพี่รุ่นน้องที่เห็นกันมาโรงเรียน ซึ่งยังคบหากันมาจนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมากกว่า 40 ปี

ชีวิตในวัยรุ่น

ชีวิตวัยรุ่นในรั้วมหาวิทยาลัย ตอนนั้นสอบเข้าได้ทั้งมหาวิทยาลัยเอกชนและมหาวิทยาลัยรัฐบาลที่มีชื่อเสียง คือ มหาวิทยาลัยอัญสัมชัญ (ABAC) และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เราอยากเรียนทั้งสองที่ ก็เลยตัดสินใจว่าเรียนไปเรื่อยๆ เลยทั้งสองที่เลย ถ้าหนักเกินไปหรือไม่ไหวค่อยว่ากัน ซึ่งตอนนั้นมีความคิดว่าน่าจะไหวมากกว่าไม่ไหว เพราะทั้งสองที่เรียนในด้านเดียวกันเลยคือด้านบริหารธุรกิจ ที่ ABAC เรียนสาขาประกันภัย ส่วนที่จุฬาฯ เรียนสาขาการจัดการ วิชาหลักๆ นี่คือเรียนเรื่องเดียวกันเลย ต่างกันแค่ที่ ABAC เรียนเป็นภาษาอังกฤษ ส่วนที่จุฬาฯ เรียนเป็นภาษาไทย อ่านหนังสือสอบทีเดียวใช้ได้เหมือนกันทั้งสองที่ และโชคดีที่สมัยนั้นรถในกรุงเทพฯ ยังไม่ติดมากเท่าสมัยนี้ ในหนึ่งวันสามารถขับรถไปเรียนระหว่างสองมหาวิทยาลัยได้ จะยากก็ตรงหาที่จอดรถ ทั้งสองมหาวิทยาลัยหาที่จอดรถยากพอๆ กัน ขึ้นเรียนไม่ทันเพราะสาเหตุนี้มาหลายหน และในที่สุดก็สามารถเรียนจบมาได้ทั้งสองที่

ชีวิตในต่างแดน

เรามีโอกาสได้ไปใช้ชีวิตช่วงสั้นๆ ในต่างประเทศอยู่เสมอตั้งแต่เด็กๆ ทั้งแบบการไปเที่ยวเป็นครอบครัว และการไปเรียนภาษาที่เรียกกันว่าไปเรียนซัมเมอร์ที่ประเทศอังกฤษตอนโรงเรียนในประเทศไทยปิดเทอม จำได้ว่าครั้งแรกที่ไปเรียนซัมเมอร์ วันแรกที่ไปถึงนี่เหวอมาก เพราะนักเรียนทุกคนต้องแยกกันไปพักกับครอบครัวชาวอังกฤษที่ทางโรงเรียนจัดไว้ให้ เรารู้สึกว่าแปลกหน้ามากต้องไปอยู่บ้านคนที่ไม่รู้จักเลย คิดถึงคุณพ่อคุณแม่จริงๆ แต่พอผ่านไปสองสามวันมีเพื่อที่โรงเรียนก็เริ่มสนุก อันนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้กล้าพูดภาษาอังกฤษแบบใส่สำเนียงเต็มมากไม่เขินใครทั้งนั้น

แต่ที่ไปอยู่ต่างประเทศแบบจริงจังคือช่วงที่ไปเรียนปริญญาโทที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ไปอยู่นาน 2 ปี เข้าเรียนที่ จอร์จวอชิงตัน ยูนิเวอร์ซิตี้ (George Washington University) กรุงวอร์ชิงตัน ดี ซี เรียนด้าน MBA สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ ซึ่งตอนนั้นสาขานี้ของจอร์จวอชิงตัน ยูนิเวอร์ซิตี้ได้รับการจัดอันดับเป็น Top Three ของสหรัฐอเมริกา การที่เรียนจบปริญญาตรีด้านบริหารธุรกิจพอมาต่อปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจเหมือนกันนี่เหมือนเป็นการเรียนลัด เพราะวิชาพื้นฐานจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเรียน เรียนเพิ่มเติมอีก 11 วิชาสามารถก็จบปริญญาโทได้แบบไม่ยากนักภายในระยะเวลาเพียงปีครึ่ง พอจบแล้วก็ยังไม่อยากกลับมืองไทยทันที เลยมีความคิดว่าไปเรียนอะไรเพิ่มเติมที่ ฮาร์วาด ยูเวอร์ซิตี้ (Harvert University) ดีกว่า ตอนนั้นคิดว่าเวลาเขียนใน resume ถ้ามีชื่อ ฮาร์วาด ยูเวอร์ซิตี้ นี่ต้องดูสวยเก๋มากทีเดียว ก็เลยไปเรียนเพิ่มเติมแบบ Extension School ด้านทรัพยากรบุคคลอีก 6 เดือนก่อนกลับเมืองไทย

เปรียบเทียบกันแล้วอันที่จริงการเรียนมหาวิทยาลัยในประเทศไทยนี่ยากกว่าต่างประเทศนะ แต่การไปเรียนต่างประเทศที่ระบบการศึกาได้รับการยอมรับอย่างอเมริกาหรืออังกฤษจะช่วยให้เรามีโอกาสในการทำงานที่ดี ช่วยเปิดมุมมองการใช้ชีวิตให้กว้างขึ้น รู้จักการปรับตัว และเพิ่มศักยภาพในการใช้ชีวิตอย่างมั่นใจและพึ่งพาตัวเอง ช่วงที่ใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศคือสนุกมาก วอร์ชิงตัน ดี ซี เป็นเมืองท่องเที่ยว อพาร์ทเม้นท์ที่พักอยู่มีสถานีรถไฟใต้ดินอยู่ใต้ตึกเลยสะดวกมาก ห้องพักเป็นแบบสองห้องนอน มีเพื่อนๆ ที่เรียนอยู่รัฐอื่นมาเยี่ยมตลอดไม่เคยว่าง บางทีช่วงปิดเบรกที่เราไปเที่ยวที่อื่น หรือช่วงที่กลับมาเยี่ยมบ้านที่เมืองไทยยังต้องฝากกุญแจอพาร์ทเม้นท์ไว้เพราะมีเพื่อนๆ จะมาพักช่วงที่เราไม่อยู่ก็มี ส่วนช่วงหกเดือนสุดท้ายที่ย้ายไปเรียนที่ฮาร์วาด ที่บอสตันอันนั้นก็สนุก ทั้งสองเมืองที่เราอยู่เป็นเมืองใหญ่มีอะไรทำเยอะทั้งเรียนทั้งเล่นคุ้มมาก

 

ชีวิตการทำงาน

หลังจากเรียนจบกลับมาทำงานนี่เลือกงานมาก  เริ่มจากที่ตั้งของบริษัทก่อนถ้าอยู่ในโซนรถติดแบบสีลมหรือสุขุมวิทนี่ไม่มองเลย จากนั้นจะดูว่าต้องเป็นบริษัทฯ ที่มีชื่อเสียงไหม ต้องดูโก้มาก่อนเลย ประมาณว่าถ้ายื่นนามบัตรไปเราต้องภูมิใจว่าเราอยู่ที่นี่นะ เวลาเลือกตำแหน่งที่จะสมัครงานนี่มีความมั่นใจสูงมาก จะเลือกตำแหน่งที่ระบุคุณสมบัติที่เหนือกว่าที่เรามีเพราะรู้สึกว่าท้าทายดี

ตอนนั้นหางานได้ง่ายมาก ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะเราจบมาจากสถาบันที่ดีทุกแห่ง อีกส่วนหนึ่งมาจากการที่เราวางตัวในการสัมภาษณ์ได้ดี จะเตรียมการไปก่อนทุกครั้ง คิดว่าแล้วว่าคุยกันนี่เต็มที่ก็ 30 นาที จะเตรียมเรื่องมาเลยว่าอยากพูดเรื่องอะไรให้คนสัมภาษณ์ประทับใจ เวลาถามคำถามมาเราจะตอบตรงประเด็น จากนั้นโยงมาประเด็นที่เราเตรียมมาพูด ชอบมากเรื่องการสัมภาษณ์ ไม่เคยเลยที่จะไม่ได้มีแต่ได้แล้วไม่เอา

ที่แรกที่ไปสมัครงานคือไปสมัครสอบที่กระทรวงการคลัง ใกล้บ้านมาก สอบได้ที่หนึ่งด้วย ท่านรองปลัดสัมภาษณ์เอง แต่เงินเดือนข้าราชการไม่สูงเมื่อเทียบกับบริษัทเอกชนอื่นที่รับเราเหมือนกันเลยไม่ได้เลือกที่นี่ เป็นงานเดียวที่เสียดายเพราะคงไม่มีโอกาสได้ทำงานที่มีขนาดใหญ่ดูแลรับผิดชอบระดับบริหารประเทศแบบนี้อีก ถ้าได้ทำตอนนั้นตอนนี้คงได้เป็นท่านในวงการราชการไปแล้ว

เราไปเลือกเดินสายเอกชนแทน ทำงานที่แรกกับ บริษัท เทเลคอม เอเชีย จำกัด (มหาชน) ตอนนี้ไม่มีแล้วกลายเป็นทรู คอร์เปอเรชั่น จากนั้นก็ย้ายไปอยู่ที่อเมริกัน เอ็กซ์เพรส ก่อนที่ผู้บริหารที่ เทเลคอม เอเชีย จะชักชวนให้กลับมาทำงานที่ ยูทีวี เป็นบริษัทในเครือของ เทเลคอม เอเชีย ที่ให้บริการด้านเคเบิ้ลทีวี ซึ่งต่อมาได้ควบรวมกิจการกับ ไอบีซี กลายเป็น ยูบีซี และกลายมาเป็น ทรูวิชั่น ในปัจจุบัน ในการควบรวมมีข้อเสนอให้อาสาสมัครลาออก เรามั่นใจว่าสามารถหางานได้ไม่ยากเลยลาออกรับแพคเกจตอบแทน หลังจากนั้นก็ได้ไปทำงานที่เซ็นทรัล เทรดดิ้ง ก่อนจะมี Head Hunter มาชวนไปร่วมงานกับ PTT NGD บริษัทร่วมทุนระว่าง ปตท. ของไทยกับ บริติชแก๊ซของอังกฤษ และแทรกเทอเบลล์ของเบลเยี่ยม ให้บริการด้านการจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติให้โรงงานอุตสาหกรรม การที่มีโอกาสได้ทำงานกับองค์กรขนาดใหญ่หลายแห่งนับเป็นโอกาสที่ดี ได้เรียนรู้การทำงานที่เป็นระบบ เป็นขั้นตอน ได้พัฒนาความรอบรู้ในหลายๆ ด้าน ได้พบคนเก่งๆ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้เรียนรู้ ซึ่งต้องยอมรับว่าที่ที่ได้เรียนและรู้พัฒนาตัวเองมากที่สุดมีอยู่ 2 ที่ คือที่ อเมริกัน เอ็กซ์เพรส ทุกคนที่ทำงานที่นั่นเป็นคนที่มีประสิทธิภาพจริงๆ มีความรับผิดชอบสูง บรรยากาศการทำงานแบบนั้น ทำให้เราเรียนรู้ที่จะ take ownership ในงานที่ทำ ส่วนอีกที่คือที่ เซ็นทรัล เทรดดิ้ง เป็นงานรีเทลค้าปลีกเสื้อผ้าที่มีรายละเอียดการทำงานแยะมาก ได้เรียนรู้ทั้งการสั่งซื้อ ระบบสต๊อคสินค้า การจัดหน้าร้าน การขาย การบริหารพนักงานขาย และงานด้านเอกสารซึ่งทุกอย่างต้องใช้ความรอบคอบ

นิตยสาร ไอ ดู

จนกระทั้งในปี 2004 ได้เลือกที่จะทำธุรกิจของตัวเองด้านโฆษณา โดยเปิดบริษัททำนิตยสารเกี่ยวกับเรื่องการวางแผนแต่งงานและการท่องเที่ยวแบบฮันนีมูน ตอนแรกมีหุ้นส่วนที่เป็นเพื่อนสนิท แต่ต่อมากลับแยกตัวออกไปทำนิตยสารแบบเดียวกันอกเล่ม และชวนพนักงานขายโฆษณาของเราไปอยู่ด้วย แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะจะทำธุรกิจอย่างไรก็ต้องมีคู่แข่ง

สิ่งที่เรียนมาแม้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำนิตยสารโดยตรง แต่การเรียนจบทางด้านบริหารธุรกิจสามารถปรับใช้กับทุกธุรกิจได้อยู่แล้ว ทั้งการกำหนดกลยุทธ์ การวางแผนการเงินและการจัดการทั้งหมด อย่างตอนที่มีความคิดจะทำนิตยสารนี่ไปยืนดูตามแผงหนังสือ ดูว่านิตยสารแนวไหนยังมีน้อยอยู่ในตลาด ซึ่งก็ได้มาหลายแนว จากนั้นก็วิเคราะห์ด้านโอกาสทางธุรกิจ ก็ได้คำตอบออกมาเป็น นิตยสาร ไอ ดู – Wedding and Honeymoon ความไม่ชำนาญและไม่ได้มีประสบการณ์ตรงในด้านสื่อนิตยสาร ไม่ได้เป็นอุปสรรคตรงกันข้าม เราสนุกกับการเรียนรู้ แม้จะเหนื่อยแต่ก็ไม่เคยคิดถอย ในปีนี้นิตยสารมีอายุครบ 13 ปีและยังเติบโตต่อไป แม้ว่าสื่อสิ่งพิมพ์หลายเล่มจะปิดตัวลงแต่เรายังเติบโตอย่างมั่นคง โดยมีการเปิดนิตยสารเพิ่มขึ้นคือ นิตยสาร ไอ ดู – Lifestyle and Family เป็นความต่อเนื่องจากเรื่องของการแต่งงานมาสู่การใช้ชีวิตแบบครอบครัวและครอบคลุมไปถึงเรื่องของลูกที่เป็นเด็กๆ

มุมมองในการใช้ชีวิต

ในปัจจุบันด้วยวัย 48 ปี ผ่านเรื่องราวมากมายมาขนาดนี้ ประสบการณ์ทำให้เรามีความอดทนสูงขึ้น สามารถให้อภัยตัวเอง ยอมรับความจริง มีความสุขกับชีวิตในแบบของตัวเอง ไม่จดจำเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ในอดีต อะไรที่ผ่านไปเกินสามปีนี่ให้มานึกนี่นึกไม่ค่อยออกแล้ว นอกจากถ้าเป็นเรื่องงานนี่จำได้หมดซึ่งคงเป็นเพราะเราใส่ความตั้งใจเข้าไปมาก เรามีความสุขกับการทำงาน ด้วยความช่วยเหลือจากทีมงานและผู้คนรอบข้างที่มีความเชื่อในแบบเดียวกัน เรายังสนุกที่ได้พบปะกับผู้คนมากมาย การทำนิตยสารยังมีมนต์เสน่ห์ และมีความท้าทายไปพร้อมๆ กัน ในส่วนของการใช้ชีวิตไม่ได้มีอะไรที่ผลิกโฉมไปจากเดิม ยังมีชีวิตที่สะดวกสบาย และพยายามให้แน่ใจว่าในชีวิตต้องมีช่วงเวลาดีๆ แทรกอยู่ตลอดเวลา

ในการทำงานอย่างมีความสุข หากต้องทำงานที่ไม่อยากทำ ให้รีบทำให้สำเร็จแบบรวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อให้สิ่งที่เราไม่ชอบออกไปจากชีวิตเราโดยเร็ว ส่วนการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขนั้น ต้องฟังเสียงความต้องการของตัวเอง ว่าตอนนี้ต้องการอะไร อยากทำอะไร ทำได้ไหม ถ้าทำได้ทำเลยเพราะสิ่งนั้นจะทำให้เราเกิดความพึงพอใจและมีความสุข แต่ถ้ายังทำไม่ได้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ให้ต่อรองกับตัวเองดูว่าทำได้แค่ไหน เพื่อให้เราสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขแบบยอมรับได้ในความพอเพียง

เครดิต: Siamscope.com

1,684,106 total views, 4 views today

No Comments Yet

Leave a Reply

Your email address will not be published.

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>

Do NOT follow this link or you will be banned from the site!