อุ้ม–กวิสรา คะกิจ “เจ้านายแบบนี้ที่ลูกน้องรัก”

อุ้ม–กวิสรา คะกิจ

กรรมการผู้จัดการ บริษัท แบรนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด

“เจ้านายแบบนี้ที่ลูกน้องรัก”

คุณเคยคิดมั้ยว่า การที่เราจะไปทำงานองค์กรไหน แล้วมีเจ้านายคอยซัพพอร์ต ช่วยเหลือนั่นโน่นนี่ มีโบนัสประจำทุกปี มีพาเที่ยวต่างประเทศ ซื้ออุปกรณ์การทำมาหากินให้ แถมคุยกันได้ทุกเรื่อง!! นี่แค่ตัวอย่างที่เราได้ฟังจากสาวสวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท แบรนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ‘อุ้ม–กวิสรา คะกิจ’ เธอเริ่มชีวิตการทำงานด้วยการเริ่มต้นจากพนักงานบริษัท จนก้าวมาเป็นกรรมการผู้จัดการได้อย่างไร แนวคิดและชีวิตเธอบอกได้คำเดียวว่า “น่ารักมาก”

บทสัมภาษณ์นี้อยากให้หลายๆ บริษัท ได้นำมาเป็นแบบอย่าง อาจทำไม่ได้ทั้งหมดแต่เชื่อว่าลูกน้องที่อยู่ใต้บังคับบัญชาจะยอมสปีดการทำงานแบบถวายหัวและรักที่จะอยู่กับองค์กรไปอีกนาน
อุ้ม-กวิสรา คะกิจ “เจ้านายแบบนี้ที่ลูกน้องรัก”

จาก “หมอ” สู่ “พีอาร์”

“อุ้มเป็นคนชอบเรื่องความสวยความงาม เป็นคนชอบดูแลคนอื่น และมีฝันที่อยากจะเป็นหมอ แต่มันมีจุดเปลี่ยนชีวิตตรงที่เราไม่เก่งเลข พอเรามีความตั้งใจกับวิชาเลขมากๆ เพื่อจะได้เอนทรานช์เข้าหมอ แต่ช่วงที่เอนทรานช์เราไม่รู้ว่าเราแพ้กาแฟ เราตั้งใจอ่านหนังสือมาก แล้วเราก็ดื่มกาแฟ ปรากฏว่าวันที่เราไปสอบเราช็อก! เบลอ! ทำให้เราทำข้อสอบเลขไม่ได้ จุดเปลี่ยนของเราคือเพื่อนชื่ออู๊ด เขาเป็นประธานนักเรียน ตอนนั้นชีวิตเราคิดอะไรไม่ออกว่าจะไปเรียนอะไรนอกจากหมอ เพื่อนก็ช่วยลงคณะให้ไปเรียนมนุษยศาสตร์ เอกภาษาไทย แล้วทักษะเสริมคือการสื่อสารมวลชน”

“ตอนแรกคิดว่าเรียนไปสักปีแล้วค่อยไปเอนทรานช์ใหม่เพราะยังอยากเรียนหมออยู่ แต่พอได้เรียนแล้วชอบเพราะอาจารย์ที่สอนในคณะตอนนั้นส่วนมากเป็นกวีซีไรต์ เฮ้ย อาจารย์เขียนดีจัง ย่อยสารง่าย ก็เลยเรียนต่อจนจบปริญญาตรี และเมื่อชอบทางด้านนี้ ก็คิดเลยว่าฉันจะต้องเป็นผู้ประกาศข่าว แต่ในยุคนั้นสายป่านต้องยาวนิดหนึ่ง ก็ไม่ได้เป็นสักที จนมาได้ฝึกงานเป็นพีอาร์ที่สยามอินเตอร์ ซอยลาดพร้าว 48 แล้วพี่นิดที่ บริษัท สยามอินเตอร์ มัลติมีเดีย จำกัด (มหาชน) ก็ให้โอกาสทำงานพีอาร์ที่นี่เป็นที่แรก แล้วก็เปลี่ยนไปทำงานเป็นพีอาร์ที่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้มาทำงานที่ แชลแนล [วี] ไทยแลนด์ แล้วย้ายไปอยู่โรงแรมไอบิส (ประเทศไทย) บริษัท ดิเอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ไปอยู่ แทรเวล ชาแนล ไทยแลนด์ และก็กลับมาอยู่แชลแนล [วี] ไทยแลนด์ อีกรอบจนถึงจุดเปลี่ยนของวงการทีวีเพลง ถึงเวลาก็ต้องปิดและแยกย้ายกันไปตามวาระนั้นๆ จุดสุดท้ายของการเป็นพนักงานประจำ ก็จบที่โอกาสจากคุณกรณ์ ณรงค์เดช ให้เข้ามาเซ็ตฝ่ายพัฒนาธุรกิจที่ เคพีเอ็น อวอร์ด ก่อนที่จะมาทำบริษัทของตัวเอง

การเป็นพนักงานประจำมันไม่ได้ทำให้พูดได้ทุกเรื่อง

“อุ้มเข้าไปเซ็ตแผนกพัฒนาธุรกิจให้คุณกรณ์ แต่ในใจก็มีจุดลังเลที่คิดกับตัวเองว่า ฉันจะไม่เป็นพนักงานประจำจริงๆ แล้วนะ ก็เลยเดินไปบอกคุณกรณ์ว่าเราจะขอไม่ทำงานประจำแล้ว แต่นายบอกว่าทำเถอะ อุตส่าห์เซ็ตไว้แล้วมันก็น่าจะเดินต่อไปได้ ก็ต้องบอกว่าคุณกรณ์นี่แหละที่เป็นผู้มีพระคุณมาก เปิดโอกาสให้ยกทีมแผนกพัฒนาธุรกิจทั้งหมดของ เคพีเอ็น อวอร์ด ออกมา แล้วให้เปิดเป็น บริษัท แบรนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด และให้ดูแลงานเคพีเอ็น อวอร์ด ต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ อุ้มเลยคิด (เอง) เสมอว่า แบรนด์ คอมมิวนิเคชั่น คือบริษัทลูกของคุณกรณ์”

ชีวิตผู้บริหาร

“พอเรามีลูกน้องของตัวเอง เราจะบอกทีมของเราว่า เราจะทำงานกับลูกค้าทุกเจ้าเหมือนเราเป็นเจ้าของ แล้วเราก็จะไฟท์ทุกอย่างที่มันไม่ใช่ ถ้าคนที่ชอบการทำงานแบบที่เอาใจเขาก็จะเกลียดเรา เพราะเราไม่เอาใจ แต่ถ้าคุณชอบการทำงานเอเยนซี่ที่คุณต้องได้งาน เขาก็จะชอบเรา เพราะฉะนั้นเราจะไม่มีลูกค้าเยอะเว่อร์ แต่ลูกค้าเราที่ทำงานด้วยกันเขาเลือกทำงานกับเราแบบลองเทอม (ระยะยาว) นั่นหมายความว่า เราจะเห็นตัวเลขของบริษัทเราข้างหน้าไปอีกยาวๆ นั่นคือวิธีคิดของเรา”

“ด้วยความที่เราทำการตลาด หัวใจสำคัญมันมีอยู่แล้ว เป็นการตลาดกับบิซิเนจดีเวลลอปเม้นต์ เป็นการพัฒนาธุรกิจ โครงสร้างซึ่งเรามาจากการวางแผนให้คนอื่น เรารู้อยู่แล้วว่าเราต้องเซ็ตอะไรบ้าง มันก็เลยไม่ใช่เรื่องยาก แต่เรื่องยากสำหรับเราคือในเมื่อเราไม่มีแบ็กกราวน์เป็นเงินถุงเงินถังเหมือนคนอื่น สิ่งที่เราต้องคีพคือเงิน การที่เราจะมาทำอะไรใหม่ก็ตามเราต้องวางทุกอย่างเป็นเวิร์ดเคส คือความเสี่ยงมากที่สุดที่เราจะต้องควักเงินตัวเอง

ฉะนั้นการเตรียมความพร้อมของเรา มีอย่างเดียวคือ “พนักงาน!” เราจะไม่ให้ลูกน้องรู้สึกว่าสิ้นเดือนเขาจะมีเงินเดือนไหม
เราจะคิดเลยว่าตอนที่เราเป็นพนักงานประจำ อะไรที่เราคาดหวังแล้วเราจะคอนเซิน
ข้อที่ 1 สิ้นเดือน เงินเดือนจะออกครบไหม
ข้อที่ 2 ประกันสุขภาพจะมีไหม เพราะเราทำงานกลางความเสี่ยง นั่งวินมอเตอร์ไซค์ เดินทางไปโน่นไปนี่
ข้อที่ 3 สวัสดิการมันคุ้มกับการที่เราจะต้องตื่นมาทำงานวันเสาร์มั้ย เพราะในความเป็นจริงวันเสาร์คือวันของครอบครัว เราจะไปบอกใครไม่ได้ว่าทำงานทุกวัน มีเงินให้ แต่ทุกคนต้องรักองค์กรนะ ซึ่งมันไม่ใช่ ทุกคนมีวันหยุด มีเหนื่อย มีท้อ เพราะฉะนั้น มันต้องมีแรงขับมากพอ และคุ้มที่จะต้องตื่นมาทำงานมั้ย
ข้อที่ 4 คือทำยังไงให้คนที่ทำงานดีไม่อยากรู้สึกเปลี่ยนงาน มันคือความปลอดภัยในชีวิตเขา เพราะฉะนั้นจึงเป็นความรับผิดชอบของเราที่จะทำแผนรับความเสี่ยงเป็น 3 ปีต่อเนื่อง เพื่อลูกน้องเราจะไม่อดตาย ให้เขามั่นใจและตั้งใจทำหน้าที่ของเขาให้ดีที่สุด”

อุ้ม-กวิสรา คะกิจเป็นเจ้านายที่ลูกน้องเข้าถึง

“พอมาทำงานบริษัทของตัวเอง สิ่งที่เด็กจะเชื่อมั่นในตัวเราคือ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะชัดเจน แล้วเราต้องทำได้ในสิ่งที่เด็กทำได้ทั้งหมด เรามองว่าตอนเราเป็นพนักงานประจำ เราจะไม่ชอบเจ้านายที่ไม่ชัดเจน อยากได้อะไรก็ไม่บอก แต่สุดท้ายปลายทางงานก็ต้องแก้ คือนายแก้ไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าลูกค้าแก้เป็นเลเวลมาอีกมันก็จะจบยาก สิ่งที่สอนเด็กคือ เขาต้องอ่านใจลูกค้าให้ออก เพื่อประมาณการและวางแผนได้ สิ่งที่สองคือสร้างความเชื่อมั่นให้เขามั่นใจว่าเราเป็นนายที่มีประสบการณ์ เราทำได้ในสิ่งที่เขาทำได้ทุกอย่าง และหน้าที่เพิ่มของเราคือ เราก็จะต้องทำได้ให้ดีกว่า แล้วความมั่นใจจากเด็ก ความเชื่อถือ ความเคารพ ความศรัทธาจะมาเอง”

“เรามองคนในข้อดี เราจะไม่มองคนในข้อเสียเพราะว่ามันแก้ยาก บางสิ่งมันก็แก้ไม่ได้ เราจะดึงข้อดีของเขามา แล้วพักข้อเสียไว้แล้วค่อยๆ แก้ เราจะเทรนคนให้เขากล้าตัดสินใจ ผิดก็ต้องรับผิดชอบ แล้วก็แก้ไข เราจะพูดเสมอว่า ไม่ได้ไปฆ่าใครตาย ปัญหาเกิดก็แก้ไขไปให้ดีที่สุด และต้องระวังให้มากเพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีก เพราะไม่อย่างนั้นทุกการตัดสินใจก็จะมาอยู่ที่เรา เขาก็จะไม่กล้าที่จะตัดสินใจ แล้วความมั่นใจเขาก็จะลดลง แต่ถ้าคนของเรากล้าตัดสินใจ ลูกน้องที่อยู่ใต้เขาก็จะเกรงใจเขา ฉะนั้นเด็กๆ ในบริษัทก็จะไม่พาสชั้นว่า มีอะไรก็คุยกับพี่อุ้มได้เพราะสุดท้ายพี่อุ้มก็ตัดสินใจ เราจะมีเลเวลให้เด็กเกรงใจกันเป็นชั้นๆ”

“เรามีโจทย์ของการทำงานว่า ลูกค้าจะต้องมองเราเป็นเพื่อน ลูกน้องต้องด่าเราได้เพราะเราไม่ใช่เทวดา ลูกน้องเข้าถึงได้ เถียงเราได้ วิจารณ์เราได้ เพื่อให้ปรับปรุงตัว แล้วการวิจารณ์ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่ต้องเป็นเรื่องงาน และที่นี่มีกฎเหล็กคือข้อที่ 1 ห้ามโกงบริษัท ห้ามโกงลูกค้าแม้แต่บาทเดียว ถ้ารู้ให้ออกทันที ข้อที่ 2 เราไม่มีนโยบายหักเงินเดือนพนักงาน จะขาด ลา มาสาย ให้คุยกัน เพราะเราเชื่อว่าพนักงานคือคน เรายังมีเรื่องส่วนตัวที่ต้องทำเลย พนักงานเขาก็ต้องมีเหมือนกัน ฉะนั้นเราจะแฟร์กับเรื่องนี้ แต่สิ่งที่เราจะบอกคือ เราจะวัดทุกคนตรงความรับผิดชอบเรื่องงาน ถ้าสั่งเรื่องนี้คุณต้องมาบอกเราว่าเสร็จ ไม่เสร็จ เมื่อไหร่ เพราะอะไร ถึงไหน ยังไงแล้ว”

“การวัดผลของเรา เราก็จะตั้งกันเอง เช่น เราตั้งใจว่าปีนี้ถ้าผลประกอบการเป็นแบบนี้ เราจะปรับเงินเดือน เราจะให้โบนัสแบบนี้ ซึ่งเราจะบอกตั้งแต่ต้นปี เพราะฉะนั้นเด็กทุกคนจะรู้เลยว่าสิ้นปี 59
ข้อที่ 1 เราจะขึ้นเงินเดือนให้ 10% ทุกคน ไม่ว่าจะเข้าใหม่หรือคนเก่า
ข้อที่ 2 คุณจะได้ไปเที่ยวในประเทศที่คุณอยากไป ให้โหวตมา โหวตของเด็กๆ คือจะไปโตเกียว เราก็มานั่งคุยกันว่า ถ้าจะไปโตเกียวนะ จำนวนเงินที่ต้องมีแบบนี้นะ ตั้งใจทำงานให้ดีนะ
ข้อที่ 3 โบนัสขั้นต่ำ 1 เดือน เพราะฉะนั้นต้องทำ 1 2 3 4 แบบนี้นะ
ข้อที่ 4 แคมเปญโปรโมชั่นคือ แล้วแต่ตกลงในเวลานั้นๆ บรรยากาศที่บริษัทของเราก็สนุกสนาน มันเป็นความสุขของเรา เพราะเราคิดว่าถ้าตื่นเช้ามาไม่อยากทำงาน มันเป็นความเลวร้ายในชีวิตเลยนะ”

งานหลักของ “บริษัท แบรนด์คอมฯ”

“เราดูภาพลักษณ์ของแบรนด์ ดูการตลาด ดูพีอาร์ เราทำงานทุกตัวแบบไม่เคยกลัวว่าจะไม่สำเร็จ เราเป็นคนคิดออฟชั่นนอลไว้เยอะ คิดเผื่อไว้ในทุกๆ ด้าน

ถามว่ามันมีความสำเร็จในทุกงานที่ทำไหม เราวัดจากที่ลูกค้าต่อคอนเท็กเราไปเรื่อยๆ คือความสำเร็จ เพราะในความเป็นจริง 100% มันไม่มีอะไรสำเร็จที่สุด
เพราะว่าการทำงานกับคนมันคืออีโมชั่นนอล ความพึงพอใจ นอกจากความสำเร็จที่วัดเป็นตัวเงินแล้ว มันคือความสบายใจ และความมั่นใจที่จะทำงานด้วยกัน คีย์วัดความสำเร็จแต่ละที่ก็ไม่เหมือนกัน บางเจ้าลูกค้าไม่ได้วัดที่ KPI เลย แต่เขาแฮปปี้ที่จะคุยกับเรา แต่ไม่ได้แปลว่าเราทำงานหลักลอยแบบไม่มีเป้าหมายนะ เราตั้ง KPI แน่นอน และเรามีเนเจอร์ที่ว่า ถ้าเราทำงานไม่ครบตาม KPI ของลูกค้า ไม่ว่าจะเกิดจากส่วนไหน เราจะไม่โทษใครแต่จะคุยกัน หาทางแก้ และเราจะไม่หยุดทำงานแม้คอนเท็กจะจบ เราจะทำให้ครบตาม KPI ที่คุยกันไว้ เราเป็นคนทำธุรกิจแบบแฟร์ที่สุด ไม่เอาเปรียบแน่นอน”

Credit: kullastreemag.com

2,098 total views, 13 views today

No Comments Yet

Leave a Reply

Your email address will not be published.

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>

Do NOT follow this link or you will be banned from the site!