พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ | เปิดสูตรความสำเร็จนักธุรกิจหนุ่มพันล้าน

ความสำเร็จของผมไม่ใช่แค่สานต่อแต่คือการสร้างคุณค่าใหม่

ทิม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงดีกรี Harvard และ MIT ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ซีอีโอ อกริฟู้ด จำกัด (CEO Agrifood Co., Ltd.) ก้าวสู่วงการธุรกิจการเกษตรด้วยการสานต่อความฝันของคุณพ่อ ที่เสียชีวิตอย่างกะทันหัน พร้อมด้วยมรดกหนี้กว่าร้อยล้าน ด้วยอายุเพียง 25 เท่านั้น แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาและอุปสรรคในการทำงาน จากความตั้งใจที่จะให้ ข้าว” สินค้า Heritage ของไทยเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลกบวกกับการใฝ่หาความรู้ ทำให้เขาสามารถกอบกู้ธุรกิจกลับมาประสบความสำเร็จได้อย่างน่าทึ่ง โดยใช้เวลาเพียงแค่ 3 เดือนในการปลดหนี้ สู่การเป็นเจ้าของธุรกิจพันล้านจากน้ำมันรำข้าวส่งออก จนปัจจุบันได้กลายเป็นผู้ผลิตชั้นนำในตลาดน้ำมันรำข้าวใหญ่อันดับ 3 ของประเทศ และเป็นอันดับ 5 ของโลก

คุณทิมเรียนต่างประเทศมาหลายปี แต่ก็มีความผูกพันกับประเทศไทยมาก

คุณพ่อของผมรักเกษตรกรรม และวิถีชีวิตแบบไทย เราก็ซึมซับสิ่งเหล่านั้นมาตั้งแต่เด็กและมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของสินค้าเกษตรไทย จากประสบการณ์ที่เคยได้ไปใช้ชีวิตเรียนหนังสือและฝึกงานอยู่ในต่างประเทศตั้งแต่เด็กจนโต เป็นการเอาตัวเองไปอยู่ในพื้นที่องค์ความรู้ตามที่ต่างๆ ซึ่งทำให้ผมได้เห็นมุมมองของชาวต่างชาติที่มีต่อคุณค่าของวัตถุดิบในท้องถิ่นที่นำมาสร้างมูลค่าได้ อีกทั้งมุมมองชาวต่างชาติที่เห็นศักยภาพของวัตถุดิบในประเทศไทย เป็นเหมือนทองคำในแผ่นดิน อย่างเช่นข้าว เพราะข้าวเรียกได้ว่าเป็น Heritage ของชาติ เป็นมรดกและวัฒนธรรมเก่าแก่ที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองกับวิถีชีวิตชาวไทย และนั่นคือทั้งหมดที่ทำให้ผมมองเห็นคุณค่าของธุรกิจนี้ และอยากกลับมาเพิ่มมูลค่าให้กับรำข้าวไทย สิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจ คือผมมีความรู้เกี่ยวกับน้ำมันรำข้าว

อายุไม่ใช่อุปสรรคต่อการบริหารธุรกิจ

ตอนนั้นผมอายุแค่ 25  ใครๆ ก็ยังไม่ค่อยเชื่อมั่นในตัวผม และตอนนั้นผมก็ไม่ได้เริ่มจากศูนย์แต่เริ่มจากติดลบ ผมถามตัวเองว่าเรามีสติพอไหม เข้มแข็งพอไหม หลังจากทำใจให้นิ่งได้แล้วเราก็ค่อยๆ แก้ปัญหาทีละข้อในเวลาที่จำกัด หนี้สินในตอนนั้นก็ขายของล้างหนี้จนหมดไป จนสุดท้ายผมก็ตัดสินใจกู้เงิน เพื่อมาพัฒนาธุรกิจของคุณพ่อต่อ ใช้องค์ความรู้และความสามารถของตัวเองในการเข้าถึงข้อมูลเพื่อมาต่อยอด และจากการที่ผมได้ศึกษาทำให้ผมรู้ว่าวัตุดิบประเทศเราพร้อมกว่าต่างประเทศมาก และในเมืองไทยขณะนั้นยังไม่มีใครรู้จักน้ำมันรำข้าว นวัตกรรมการสกัดน้ำมันรำข้าวก็มีน้อยราย คู่แข่งก็เลยมีน้อยรายไปด้วย ผมเห็นว่าสิ่งที่ครอบครัวทำอยู่มีมูลค่า และเห็นว่าเทรนด์โลกกำลังต้องการสิ่งที่เราจะทำ นั่นคือเทรนด์ของการดูแลสุขภาพ

 

น้ำมันรำข้าวสินค้าคนไทยสากล

ถ้าเรารู้จักสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างภาพลักษณ์ สร้างความแตกต่าง ให้กับวัตถุดิบที่มี ผมเชื่อว่าไปได้ และธุรกิจของผมในวันนี้ได้ทำสำเร็จแล้ว ที่ผ่านมาในบ้านเรา การสร้างผลผลิตอยู่ในรูปแบบทำมากแต่ได้น้อย ในขณะที่ต่างประเทศทำน้อยแต่ได้มาก ยกตัวอย่างสมัยที่ผมได้ไปฝึกงานในโรงงานซิการ์ที่ประเทศคิวบา ซิการ์ 1 มวน มีมูลค่าเท่ากับเราขายข้าวไป 1 ตันเลยทีเดียว หรืออย่างที่นิวซีแลนด์ที่เขานำองุ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการแปรรูปให้เป็นไวน์ราคาแพง หรือการผลิตน้ำมันมะกอกของประเทศอิตาลีที่กลายเป็นสินค้าไฮเอนด์

และน้ำมันรำข้าวก็เป็นหนึ่งในสินค้าที่หลายๆประเทศต้องการมาก เรียกได้ว่าเป็นน้ำมันมะกอกของเอเชียเลยก็ว่าได้ เพราะมีคุณประโยชน์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเอาไปทำน้ำมันไบโอดีเซล บริโภคเป็นอาหารเสริม เครื่องสำอางค์ รวมถึงใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ผมเลือกเอาธุรกิจของคุณพ่อมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ เพราะขนาดของตลาดอาหารเพื่อสุขภาพนั้น ทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว ทำให้มูลค่าของตัวสินค้าจากน้ำมันรำข้าวสูงขึ้นไปหลายเท่าตัว

คิดว่าความสำเร็จของตัวเองคืออะไร

ความสำเร็จของผมในวันนี้ คือ ผมได้พัฒนาต่อยอดสิ่งที่ผมได้รับมาให้ดีขึ้นไปอีกระดับ ผมภูมิใจมากที่ได้เข้ามาสานต่อสิ่งที่คุณพ่อรักจนประสบความสำเร็จ ได้เพิ่มมูลค่าให้รำข้าวจนกลายเป็นสินค้าสำหรับตลาดเฮลท์ตี้และได้รับการตอบรับอย่างดีในคนรุ่นใหม่ ใครจะไปเชื่อว่ารำข้าวที่แต่ก่อนเป็นอาหารหมูจะมีศักยภาพก้าวสู่การเป็นผลิตภัณฑ์ระดับโลกจนสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศเราได้ แต่สิ่งที่ผมอยากทำต่อไปคือ ไม่อยากให้ความสำเร็จหยุดแค่ตรงนี้ แต่อยากให้มันต่อยอดไปอีกแบบไม่มีที่สิ้นสุด เพราะเราเชื่อจริงๆว่าสิ่งดั้งเดิมที่เรามีอยู่มันมีมูลค่า

เครดิต: platformofsuccess.com

6,217 total views, 15 views today

No Comments Yet

Leave a Reply

Your email address will not be published.

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>

Do NOT follow this link or you will be banned from the site!