ประเทศไทยเปิดเสรีกัญชาเพื่อการแพทย์ หรือ นี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง!

ประเทศไทยเปิดเสรีกัญชาเพื่อการแพทย์ หรือ นี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง!

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เพิ่งมอบกัญชาที่ยึดเป็นของกลางจำนวน 100 กิโลกรัม ให้องค์การเภสัชกรรม (อภ.) เพื่อนำไปวิจัยสกัดน้ำมันกัญชา (Hash Oil) ที่ใช้ในทางการแพทย์ ซึ่งถ้าสกัดสารสำคัญแล้วใช้รักษาโรคได้จริง ก็เตรียมวิจัยสายพันธุ์กัญชาทันทีที่กฎหมายปลดล็อกกัญชาจากยาเสพติดประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522

โดยองค์การเภสัชกรรม คาดการณ์ว่าจะสกัดน้ำมันกัญชาแบบเข้มข้น จากกัญชา 100 กิโลกรัม นี้ได้ภายในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งจะได้เป็นน้ำมันกัญชาแบบเข้มข้น ประมาณ 10-15 ลิตร

แต่นั่นอาจไม่ทันเสือปืนไวมาเลเซีย ประเทศเพื่อนบ้านของเราที่เป็นไปได้ว่าจะเปิดเสรีกัญชาทางการแพทย์เป็นประเทศแรกในเอเชีย

ว่าที่มหาอำนาจทางกัญชาโลก

มาเลเซียกำลังมีการถกเถียงกันเรื่องการทำให้กัญชาถูกกฎหมาย หลังชายอายุ 29 ปีคนหนึ่งถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ ข้อหาผลิตและแจกน้ำมันกัญชาฟรี ให้กับคนไข้เพื่อรักษาโรคร้าย!! ทำให้มาเลเซียกลับมาทบทวนเรื่องการตัดสินโทษความผิดจากกัญชา รวมไปถึงการเปิดเสรีกัญชาทางการแพทย์
ซึ่งมีแนวโน้มว่ามาเลเซียอาจเป็นประเทศแรกในอาเชียที่เปิดเสรีกัญชา ถ้าเป็นเป็นเช่นนั้นอาจทำให้มาเลเซียก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจในเรื่องกัญชาของโลก เนื่องจากมีภูมิอากาศที่เหมาะสมกับการเพาะปลูกพืชชนิดนี้ และสามารถผลิตกัญชาที่มีคุณภาพดี ในต้นทุนที่ถูกกว่า แคนาดาประเทศที่เป็นผู้นำด้านกัญชาทางการแพทย์ของโลกในปัจจุบัน ที่ได้เปรียบเพราะเป็นประเทศแรกๆ ที่ปลดล็อกกัญชาจากยาเสพติด และมีการวิจัยพัฒนาอย่างจริงจัง ไปจนถึงมีบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับกัญชาเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงประเทศที่น่าจะเสียโอกาสมากที่สุดประเทศหนึ่งคือประเทศไทย เนื่องจากสภาพภูมิอากาศความเหมาะสมในการเพาะปลูกกัญชาที่ใกล้เคียงกับมาเลเซีย หรืออาจจะดีกว่าอีกด้วย

โดยล่าสุดความคืบหน้าของไทยในการผลักดันให้กัญชาถูกกฎหมาย อยู่ในขั้นตอนการหารือของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ร่วมกับ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และมีความเป็นไปได้ที่อาจมีการใช้ มาตรา 44 มาจัดการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน หลังร่าง พ.ร.บ.ประมวลกฎหมายยาเสพติด รับหลักการไปแล้วเมื่อ 14 มิถุนายน 2561 คาดว่าไม่เกินปี 2562 หลังศึกษาผลกระทบแล้ว จะรู้ผลว่าสามารถให้ใช้กัญชาเพื่อการรักษาโรคทางการแพทย์ได้หรือไม่

เปิดเสรีกัญชาใครได้ประโยชน์

ไม่ใช่เอาใจสายควัน หรือกัญชาชนเป็นเป้าหมายหลัก แต่เพราะกัญชาเป็นพืชที่มีสรรพคุณทางการแพทย์หลายอย่างโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) และหลายหน่วยงานทั่วโลกเคยมีการวิจัยถึงสรรพคุณของกัญชา ไม่ว่าจะเป็น ช่วยเจริญอาหาร ลดอาการคลื่นไส้อาเจียน ของผู้ป่วยโรคมะเร็งและโรคเอดส์
เป็นยานอนหลับอ่อนๆ ปรับสมดุลฮอร์โมนช่วยป้องกันโรคซึมเศร้า เป็นยาแก้อักเสบ ระงับอาการปวดและเกร็งของกล้ามเนื้อ ในผู้ป่วยไมเกรน โรคทางกระเพาะปัสสาวะ โรคลมชัก และ โรคพาร์กินสัน
ขยายหลอดลมและลดการหดตัวของหลอดลม ในผู้ป่วยโรคหอบหืด

แต่ทั้งนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้ให้ถูกวิธีในปริมาณที่เหมาะสม และอยู่ในการควบคุมของแพทย์ ซึ่งจะดีที่สุดถ้ามีการปลดล็อกกัญชาจากยาเสพติดประเภท 5 แล้วเปิดให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนทำการวิจัยถึงประโยชน์และโทษอย่างจริงจัง

นอกจากนี้กัญชายังเป็นพืชที่มีอนาคตทางด้านเศรษฐกิจ โดยอุตสาหกรรมกัญชาในแคนาดา มีมูลค่าสูงกว่า 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.9 ล้านล้านบาท และมีแนวโน้มว่า ตลาดรวมของกัญชาถูกกฎหมายจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 146,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 4.7 ล้านล้านบาท ในปี 2025

Credit: vice.com/ gmlive.com

1,050 total views, 3 views today

No Comments Yet

Leave a Reply

Your email address will not be published.

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>

Do NOT follow this link or you will be banned from the site!