บทเรียนที่ไทยเรียนรู้ได้จากฟินแลนด์

บทเรียนที่ไทยเรียนรู้ได้จากฟินแลนด์

การปฏิรูปการศึกษาของไทย ถ้าจะเอาอย่างกลุ่มประเทศนอร์ดิก จะต้องให้ความสำคัญกับความสนใจของเด็กเป็นอันดับแรก

ข่าวคราวเกี่ยวกับประเทศฟินแลนด์ที่ตัดสินใจปฏิรูประบบการศึกษาภายในประเทศกลายเป็นสิ่งหนึ่งที่น่าชื่นชมที่สุดในโลก และทำให้โลกประหลาดใจด้วยเช่นกัน ในความคิดเห็นของคนที่ชื่นชมก็คือระบบการศึกษาของประเทศฟินแลนด์แทบหาที่ติไม่ได้เลย นอกจากนี้ เรื่องที่น่าตกใจก็คือกลุ่มประเทศนอร์ดิกได้ออกมาประกาศให้มีการปฏิรูปครั้งใหญ่เมื่อเร็วๆนี้ด้วยเช่นกัน โรงเรียนในฟินแลนด์จะเริ่มดำเนินการโดยการหยิบเอาการสอนแบบรายวิชาที่เคยสอนออกและแทนที่ด้วยการสอนในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง วิธีการใหม่นี้จะถูกนำมาใช้ในทุกโรงเรียนในปี 2020 นี้

การเปลี่ยนแปลงนี้สร้างความประหลาดใจครั้งใหญ่เพราะ การเปลี่ยนแปลงมิได้เป็นเพียงเพื่อแสดงออกว่าประเทศไม่ได้ก้าวไปข้างหน้าด้วยประวัติความสำเร็จที่เคยมีมา เหล่านักการศึกษาได้ตัดสินใจที่จะเริ่มใหม่อีกครั้ง โดยที่พวกเขาถูกมอบหมายให้สร้างระบบที่ดีขึ้นกว่าเดิมและเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงนี้ก็ชัดเจนเช่นกัน พวกเขาเห็นว่ามันคือสิ่งจำเป็นที่จะเตรียมความพร้อมให้แก่เยาวชนในเรื่องการประกอบอาชีพของพวกเขาในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

โลกก็เช่นกันที่รู้สึกถึงลมของการเปลี่ยนแปลงพัดผ่านเข้ามาในตลาดอาชีพ แต่บางทีฟินแลนด์อาจจะเป็นประเทศแรกๆที่จริงจังกับเรื่องนี้ กับการที่จะหยิบเอารายวิชาที่ล้าสมัยออกไป ชาวฟินแลนด์เองก็เชื่อว่าพวกเขาต้องคิดและทำระบบใหม่เพื่อเตรียมความพร้อมในเรื่องทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 ให้แก่ลูกหลานของพวกเขา

เยาวชนรุ่นใหม่มีทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์ที่สูงมาก อาจพูดได้ว่า ข้อมูลและความรู้อยู่แค่ปลายนิ้ว หากเทียบเช่นนี้แล้ว การเรียนรู้เกี่ยวกับอวกาศจะได้ผลมากกว่านี้หากพวกเขาเรียนรู้จากจอคอมพิวเตอร์มากกว่าจากหนังสือเล่มหนาๆ อย่างพวกที่ชื่นชอบงานศิลปะก็โชคดีใช่ย่อย ด้วยความที่พวกเขาสามารถเข้าถึงการสำรวจงานศิลปะชิ้นเอกได้หลายๆชิ้นผ่านทางโซเชียลมีเดียได้อย่างไม่จำกัด เพราะฉะนั้นขอบเขตของการเรียนรู้จะแตกต่างโดยสิ้นเชิงจากเมื่อก่อน

สังคมและอุตสาหกรรมสมัยใหม่ก็เปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีเช่นกัน จะไม่มีแถวที่นั่งติดๆกันของเสมียนนั่งพิมพ์ผลรวมตัวเลขในธนาคาร ตัวเลขของงานอย่าง บรรณารักษ์ สวิทช์บอร์ด โอเปอเรเตอร์ ช่างเรียงพิมพ์ และพนักงานรับจ่ายเงินในห้าง กำลังจะหายไป

อย่างไรก็ตาม นักเรียนในสมัยนี้จะต้องเผชิญกับความท้าทายและความต้องการที่แตกต่างออกไปเมื่อพวกเขาจบการศึกษา นักการศึกษาชาวฟินแลนด์ก็ได้ทำการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยวิธีการใหม่ที่เรียกว่า การสอนแบบปรากฏการณ์ คือแทนที่จะเรียนประวัติศาสตร์ในหนึ่งชั่วโมงและอีกชั่วโมงต่อไปเรียนภูมิศาสตร์ นักเรียนจะได้เรียนหัวข้อ อย่างเช่น สหภาพยุโรป ซึ่งจะเป็นการผสมผสาน เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภาษาและภูมิศาสตร์แทน

ในทำนองเดียวกัน นักเรียนสายอาชีพจะไม่ต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงเพื่อเรียนคณิตศาสตร์อีกต่อไป แต่พวกเขาจะเรียนรู้บริการในโรงอาหาร ซึ่งเป็นการผสมผสานของคณิตศาสตร์ ภาษาและทักษะการสื่อสารในหัวข้อเดียว

การปฏิรูปในปัจจุบันไม่ได้เป็นครั้งแรกของฟินแลนด์ที่นำเอาวิธีการผ่าเหล่ามาปฏิรูปการศึกษา ระบบของพวกเขามีความพิเศษในตัวอยู่แล้ว เด็กๆไม่ได้เริ่มเข้าโรงเรียนก่อนเจ็ดขวบ และพวกเขาก็ไม่มีสอบในหกปีแรกของการเรียน พูดได้ว่ารายละเอียดต่างๆมากมายที่เกี่ยวข้องกับระบบการศึกษามีความแตกต่างจากประเทศในโลกพัฒนาแล้วหลายๆประเทศ แต่นักเรียนของพวกเขาทำได้ดีในการทดสอบการมีปฏิสัมพันธ์

ชาวฟินแลนด์พิสูจน์แล้วว่าปริมาณของชั่วโมงที่ใช้ในการเรียนไม่ได้เป็นการพิสูจน์คุฯภาพของการศึกษา นักเรียนประถมในฟินแลนด์ใช้เวลาเพียง 626 ชั่วโมงต่อปีในห้องเรียน ซึ่งน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับ 791 ชั่วโมงต่อปีที่เป็นค่าเฉลี่ยในประเทศกลุ่ม OECD หรือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา และเมื่อเทียบกับนักเรียนไทยที่ใช้เวลา 1,200 ชั่วโมงต่อปี นับได้ว่าเป็นจำนวนที่มากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วเสียอีก อย่างไรก็ตาม ผลคะแนนในการสอบนานาชาติ ไม่สามารถวัดได้จากชั่วโมงที่เรียน

สิ่งที่ทำให้ระบบการศึกษาของฟินแลนด์โดดเด่นคือการที่พวกเขาเอาใจใส่เด็กๆของพวกเขาเป็นสิ่งแรก ผลคะแนนสอบนานาชาติหรือการจัดอันดับโลกไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการปฏิรูปนี้ ในความเป็นจริงแล้ว การที่นักเรียนของพวกเขาทำได้ดีก็เพราะว่าระบบถูกออกแบบตามความสนใจของนักเรียน

และพวกเขาก็ได้หยิบเอาการสอนแบบรายวิชาแบบดั้งเดิมออกไปด้วยเหตุผลเดียวกัน ณ ตอนนี้ สายตาทั้งหมดในโลกของการศึกษาก็หันมาจับจ้องฟินแลนด์อีกครั้ง

สมาชิกประเทศกลุ่ม OECD หรือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาก็มีความกระตือรือร้นในการจับตามองว่าวิธีการผ่าเหล่าครั้งนี้จะสามารถทำได้สำเร็จอีกครั้ง

แต่ในทันทีที่ฟินแลนด์ประกาศการปฏิรูปครั้งใหญ่นี้ อาจจะเป็นปรากฏการณ์ที่มีผลกระทบต่อโลกของการศึกษาโดยอัตโนมัติ ฟินแลนด์ได้แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลไม่เคยหยุดพัฒนาระบบการศึกษาเลยถึงแม้ว่าประเทศถูกจัดอันดับอยู่ต้นๆของโลกก็ตาม

บางทีประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันได้ริเริ่มการศึกษา หรือที่เรียกกันว่า “ซุปเปอร์บอร์ด“ โดยมีนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นประธาน จะสามารถทำการปฏิรูปของตนเองได้โดยยืมแนวความคิดมาจากประเทศฟินแลนด์ เพราะฉะนั้นการฝังนักเรียนไทยให้จมอยู่กับหนังสือเล่มหนาและวิธีการสอนที่ล้าสมัยและผลักดันให้เข้าไปอยู่ในโรงงานข้อสอบสมควรเป็นเรื่องที่ถูกทิ้งไป และหากว่าฟินแลนด์สามารถสอนบางอย่างแก่เราได้ มันก็จะเป็นเรื่องความสนใจ ความต้องการของเด็กนักเรียนควรมาเป็นที่หนึ่ง ส่วนที่เหลือจะถูกจัดการตามลำดับเอง

เครดิต: nationmultimedia.com

6,778 total views, 7 views today

No Comments Yet

Leave a Reply

Your email address will not be published.

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>

Do NOT follow this link or you will be banned from the site!