จะเกิดอะไรขึ้นหากคุณฉีดฟิลเลอร์บนใบหน้าเยอะเกินไป

จะเกิดอะไรขึ้นหากคุณฉีดฟิลเลอร์บนใบหน้าเยอะเกินไป

ริมฝีปากอวบอิ่มเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ความงามที่จะไม่มีวันตกยุค ผู้มีอิทธิพลอย่างไคลีย์ เจนเนอร์และสมาชิกที่เหลือในครอบครัวต่างทำให้การฉีดฟิลเลอร์บนใบหน้ากลายเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเราโหมกระหน่ำโพสต์ภาพริมฝีปากอวบอูมลงบนสื่อโซเชียล เราก็ยิ่งสงสัยว่า “มากเกินไปหรือเปล่า?” ถ้าใช่..แล้วมันหมายความว่าอย่างไร?

“อาการล้าฟิลเลอร์” จะเกิดขึ้นเมื่อใครคนหนึ่งฉีดฟิลเลอร์มากเกินไป พอผ่านไปสักพักฟิลเลอร์จะคลายตัวและซึมเข้ากับผิวหนังซึ่งหมายความว่าคุณต้องฉีดฟิลเลอร์เพิ่มขึ้นและทำให้ผิวหนังกับเนื้อเยื่อยืดตัวมากกว่าเดิมเข้าไปอีก

การฉีดฟิลเลอร์มากเกินไปอาจทำให้เกิดผลกระทบรุนแรง

เมื่อเวลาผ่านไปฟิลเลอร์จะทำให้เนื้อเยื่อที่อยู่ใต้ผิวหนังยืดออกซึ่งเป็นการเร่งกระบวนการที่ทำให้เกิดริ้วรอยเร็วขึ้น เนื่องจากเนื้อเยื่อเหล่านั้นจะไม่เด้งกลับสู่สภาพเดิมเมื่อคนเราอายุมากขึ้น เมื่อฟิลเลอร์สลายตัว (ไม่ว่าจะถูกดูดกลับเข้าไปในร่างกายหรือสลายด้วยฝีมือแพทย์) มันจะเหลือพื้นที่ขนาดใหญ่ไว้เติมฟิลเลอร์ที่มากกว่าเดิมในครั้งต่อไปเพื่อไม่ให้ผิวแฟ่บลง ขณะเดียวกันถ้าเป็นริมฝีปากก็ไม่จำเป็นต้องฉีดฟิลเลอร์ซ้ำ คุณสามารถปล่อยให้เหี่ยวหรือผิดรูปซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยการศัลยกรรม

ผิวหนังที่ยืดออกจะไม่ต่างจากหน้าท้องที่หย่อนคล้อยหลังคลอดของผู้หญิงตั้งครรภ์ เมื่อตัดออกไปคุณอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองสัปดาห์ในการพักฟื้น ฟิลเลอร์สามารถเคลื่อนที่ได้หลังจากที่ฉีดเข้าไปแล้ว บางทีมันอาจไปกระจุกเป็นก้อนบนริมฝีปากบนเหมือนกับ “หน้าอกห้อยๆ 2 ข้าง” และมีมุมปากตกลงมา โดยปกติคนเราจะไม่ฉีดฟิลเลอร์เข้าไปในริมฝีปากส่วนที่เป็นเนื้อสีชมพูด้านในติดกับเหงือกเนื่องจากแพทย์มองว่าค่อนข้างอันตราย อย่างไรก็ตามริมฝีปากส่วนที่ติดกับผิวหนังสามารถฉีดได้ การฉีดฟิลเลอร์เข้าไปในริมฝีปากส่วนที่เป็นสีชมพูเป็นเรื่องที่ผิดเนื่องจากริมฝีปากคือกล้ามเนื้อและฟิลเลอร์ก็สามารถเคลื่อนที่ไปมาได้ซึ่งอาจทำให้ริมฝีปากเป็นก้อนและผิดรูป คุณควรแก้ไขด้วยวิธีศัลยกรรมหากฉีดฟิลเลอร์มากกว่า 1-2 ครั้ง

นอกจากริมฝีปากแล้ว..ใบหน้าส่วนที่เหลือก็มีสิทธิเช่นกัน

“อาการล้าฟิลเลอร์” ก็เกิดขึ้นได้ถ้าคุณฉีดฟิลเลอร์บริเวณแก้มมากเกินไป การฉีดฟิลเลอร์แก้มเหมาะกับผู้ที่มีใบหน้าตรงกลางแบนหรือมีกระดูกโหนกแก้มไม่มาก ท้ายที่สุดพื้นที่ตรงนั้นจะขยายใหญ่จนต้อง “ฉีดฟิลเลอร์จำนวนมากเพื่อไม่ให้ผิวยุบ คุณจะมีแก้มใหญ่มากขณะที่คางกับแนวขากรรไกรดูเล็ก” หากเป็นเช่นนั้นบางคนจะฉีดฟิลเลอร์เข้าไปตรงช่วงล่างของใบหน้าเพื่อให้ทุกอย่างดูสมดุล แต่สุดท้ายใบหน้าจะดูคล้ายกับมนุษย์หัวโตและโครงร่างของใบหน้าก็จะหายไป นอกจากนี้ฟิลเลอร์ก็จะเคลื่อนที่ตามแรงโน้มถ่วงและดึงแก้มกับใบหน้าให้หย่อนคล้อยลงมา เมื่อใบหน้าที่หย่อนคล้อยถูกฉีดฟิลเลอร์เพื่อให้ยกขึ้น บางคนอาจเริ่มมองว่ามัน “เบี้ยว” เนื่องจากฟิลเลอร์จะไม่รับน้ำหนักบนใบหน้าแต่กลับถ่วงให้หย่อนลงแถมยังดึงมุมปากตกลงไปด้วย

การเติมฟิลเลอร์ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดเสมอไป

ฟิลเลอร์อาจเป็นตัวเลือกของใครหลายๆคนแต่ก็ไม่ใช่สำหรับทุกคน ที่สำคัญฟิลเลอร์ไม่ได้ช่วยยับยั้งกระบวนการที่ทำให้เกิดริ้วรอย ฟิลเลอร์ไม่ใช่คำตอบของทุกเรื่อง เมื่ออายุมากขึ้นผิวหนังของคนเราก็เริ่มหย่อนคล้อยและเหี่ยวย่น การฉีดฟิลเลอร์แก้มเพื่อให้ใบหน้าช่วงล่างยกขึ้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากต้องการแก้ปัญหาที่เกิดจากการฉีดฟิลเลอร์มากเกินไป เรามีวิธีรักษาทั้งการผ่าตัดและไม่ต้องผ่าตัด เช่น การฉีดเอ็นไซม์ไฮยารูโลนิเดส ซึ่งช่วยสลายฟิลเลอร์เรสทิเลนหรือจูวีเดิร์ม นอกจากนี้ก็ยังมีการรักษาแบบแผลเล็กอย่าง ThermiTight และ Ultherapy เพื่อทำให้ผิวหนังกระชับขึ้น แต่บางครั้งการผ่าตัดก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะสม

คนเราสามารถฉีดฟิลเลอร์ได้นานแค่ไหนและยังเห็นผลอยู่

ระยะเวลาในการฉีดฟิลเลอร์กับผลลัพธ์ที่ได้ของคนไข้แต่ละคนนั้นแตกต่างกัน ยิ่งคุณอายุน้อยเท่าไหร่ผิวหนังก็ยังกระชับและยืดหยุ่นมากเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าคุณสามารถฉีดฟิลเลอร์ได้นานขึ้นเล็กน้อย แต่สำหรับผู้ที่อายุระหว่าง 40-50 ปีก็น่าจะอยู่ได้ประมาณ 3-5 ปี ส่วนคนที่อยู่ได้นาน 8-10 ปีก็ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป อย่างไรก็ตามการฉีดฟิลเลอร์ก็ทำให้เนื้อเยื่อยืดตัวอยู่ดี

ข้อควรรู้ก่อนที่คุณจะไปฉีดฟิลเลอร์

หากคุณต้องการฉีดฟิลเลอร์โดยเฉพาะบริเวณริมฝีปากหรือแก้ม ขอแนะนำให้ศึกษาฟิลเลอร์แต่ละชนิดรวมทั้งขอความคิดเห็นอื่นๆจากแพทย์ด้วย อย่าเพิ่งตัดสินใจหากคุณยังไม่ได้ศึกษาอย่างละเอียดรอบคอบ

เครดิต: huffingtonpost

61 total views, 4 views today

No Comments Yet

Leave a Reply

Your email address will not be published.

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>

Do NOT follow this link or you will be banned from the site!